วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รู้ทันแก๊งขโมยรถ!


ยังคงระบาดทั่ว ทุกหัวระแหง สำหรับแก๊งขโมยรถไม่ว่ารถเก๋ง กระบะ มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ต่างโดนขโมยกันถ้วนหน้า แม้มีระบบรักษาความปลอดภัยล้ำสมัยเพียงไร หัวขโมยตัวแสบก็สามารถลักรถไป ได้อย่างสบาย ยิ่งสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบันนี้ทำให้บรรดา แก๊งหัวขโมยระบาดหนักและมีวิวัฒนาการล้ำสมัยขึ้นทุกวัน
เพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกขโมยรถโดยเหล่ามิจฉาชีพ รักชาติ แสงวงศ์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงสถานการณ์ขโมยรถว่า ส่วนใหญ่เน้นขโมยรถกระบะมากกว่า ประเภทอื่น เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นตลาดมืดในการขายของกลุ่มมิจฉาชีพมีความต้องการสูงมากกว่ารถประเภทอื่น ขณะเดียวกันก็ มีการสั่งรถตามออร์เดอร์ที่ตลาดมืดต้องการ และยังมีการขโมยเพื่อชำแหละชิ้นส่วนขายหรือนำรถไปขายตามเต็นท์รถมือสอง
การถูกขโมยรถส่วนใหญ่เป็นความประมาทของเจ้าของ เพราะหลายครั้ง เจ้าของรถเข้าไปใช้บริการ ทำความสะอาดรถหรือเข้า ไปเติมน้ำมัน มักให้กุญแจ รถไว้กับพนักงานโดยไม่สนใจดูแล เพราะถ้าพนักงานคนดังกล่าวเป็นมิจฉาชีพก็สามารถก๊อบปี้กุญแจรถได้ ทันที และเจ้าของรถไม่ควร ให้ผู้อื่นมาลองขับรถของตน เนื่องจากเมื่อเจ้าของขึ้นไปปลดล็อกบนรถ คนร้ายจะสังเกตการณ์การปลดล็อกระบบป้องกันภายในทั้งหมด ทำให้สามารถจดจำได้ว่า ตรงไหนมีระบบป้องกันบ้าง ซึ่ง ในการโจรกรรมนั้นคนร้ายจะ เตรียมเครื่องมือมาพร้อม
อย่างไรก็ดีการโจรกรรมคนร้ายส่วนใหญ่มักก๊อบปี้ลายกุญแจรถหรือทำลายแม่กุญแจรถในรถที่ไม่มีระบบป้องกันภายนอก ขณะเดียวกันหากฝาปิดถังน้ำมันรถหายให้สังหรณ์ใจไว้ว่า ถูกก๊อบปี้ลูกกุญแจรถ เนื่องจากฝา ปิดถังน้ำมันจะใช้กุญแจเดียวกับกุญแจสตาร์ทรถ เมื่อมิจฉาชีพได้ฝาปิดถังน้ำมันไปก็สามารถก๊อบปี้กุญแจรถได้ ดังนั้นเจ้าของรถต้องสำรวจกุญแจบริเวณตัวถังรถก่อนทุกครั้งที่ขึ้นรถ เพราะอาจมีร่องรอยขูดขีดให้สังเกตเห็นการก๊อบปี้กุญแจของคนร้าย ส่วนกรณีฝาถังน้ำมันหายต้องรีบเปลี่ยนกุญแจรถทั้งคันทันที การสูญหายปัจจัยหลักสำคัญคือ คนใกล้ตัวกลายเป็นมิจฉาชีพเสียเอง ซึ่งผู้ใช้รถต้องระวังอย่างมากในสภาวะปัจจุบัน
สำหรับ รถรุ่นใหม่ที่มีระบบป้องกันการล็อกรถด้วยรีโมตที่พอกดปุ๊บไฟจะกะพริบ เสี่ยงที่จะถูกขโมยง่ายกรณีที่ไม่ติดตั้งสัญญาณร้องกันขโมย เพราะขโมยอาจช็อตสายไฟที่เป็นต้นขั้วรับสัญญาณล็อกจากรีโมตทำให้ระบบปลดล็อกทั้งคันขโมยจึงสามารถเปิดประตู รถเข้าไปได้ง่าย บางรายทำการก๊อบปี้สัญญาณความถี่จากรีโมต เช่น เหยื่อขับรถไปจอดในห้างสรรพสินค้าที่มีรถด้านข้างจอดอยู่ คนร้ายจะแอบในรถด้านข้างรอเวลาเจ้าของรถกดสัญญาณล็อกจากรีโมตแล้ว ใช้เครื่องมือก๊อบปี้สัญญาณจากรีโมตของเจ้าของ พอคนร้ายเห็นว่าปลอดคน จะใช้เครื่องมือปล่อยสัญญาณความถี่ที่ก๊อบปี้ได้เพื่อปลดล็อกรถ ดังนั้นการติดตั้งระบบล็อกแบบรีโมตที่ดีต้องดูอุปกรณ์ที่มีการป้อน รหัสเอฟเอ็ม ซึ่งเจ้าของต้องซื้อเพิ่มมาติดตั้งเอง
รูปแบบการขโมยด้วยการทำลายกระจกหลังเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง การป้องกันที่ช่วยถ่วงเวลาให้ขโมยทำงานยากคือ ระบบป้องกันภายในรถ ซึ่งการเลือกซื้อระบบป้องกันภายในไม่ควรใช้อุปกรณ์ที่เป็นของแถมเพราะมีความบอบบาง และระบบป้องกันภายในไม่ควรใช้ยี่ห้อเดียวกันเพราะคนร้ายจะง่ายต่อการขโมย
การป้องกันภายในรถควรใช้อุปกรณ์ที่เป็นเหล็กกล้าอย่างหนาล็อกเกียร์, พวงมาลัย, เบรก ให้แน่นเพราะคนร้ายส่วนใหญ่จะทำการเลื่อยอุปกรณ์เหล่านี้ออกเพื่อโจรกรรมรถ ถ้าคล้องไว้แน่นก็ทำให้ขโมยทำงานยาก ไม่สามารถขยับอุปกรณ์ป้องกันได้ตามที่ต้องการ แต่ถ้าให้แน่นอนต้องล็อกล้อโดยยึดแผงล็อกไว้กับพื้นปูนทำให้โจร ใช้เวลานานในการขโมย ขณะเดียวกันเจ้าของที่ซื้อรถต้องรู้ว่าจุดไหนเป็นตัวจ่ายไฟและน้ำมันในการทำงานของรถ เพราะสองระบบนี้เป็น หัวใจของการขโมยรถ หากกรณีที่เจ้าของมีความหวาด ระแวงอาจจ้างช่างที่มีความไว้ วางใจในการแปลงระบบเพื่อซ่อนต้นขั้วของระบบไว้ในที่ใหม่ของตัวถังรถพร้อมกับทำตัวเปิด-ปิดระบบไว้ป้องกันการขโมย แต่ง่ายสุดโดยไม่ต้องลงทุนเจ้าของต้องถอดขั้วแบตเตอรี่ออกทุกครั้ง หลังเลิกใช้งานหรือยกหม้อแบตเตอรี่เข้าไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหลังใช้งาน เพราะการป้องกันแบบง่าย ๆ บางครั้งขโมยก็คาดไม่ถึง
ขณะที่การจอดรถยังเป็นอีกปัจจัยที่เจ้าของพึงระวัง จึงไม่ควรจอดรถไว้หลังรถบัสหรือรถเมล์ที่มีขนาดใหญ่ ทำให้หัวขโมยมีที่กำบังในการลักรถ ควรจอดรถไม่ให้ไกลตาคน และที่สำคัญเมื่อออกรถใหม่ไม่ควรจอดรถในลักษณะโชว์ เพราะคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ซื้อ รถมาชอบจอดโชว์ พอขโมยเห็นวันแรกอาจไม่ขโมยแต่วันต่อ ๆ ไปจะค่อย ๆ สะกดรอยตามจนหาโอกาสขโมยได้ ถ้าไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการจอดควรซื้อผ้าคลุมรถที่มีราคาถูกเพื่อตบตาขโมย ส่วนคนที่มีพื้นที่บ้านในการจอดรถควรหันหน้ารถเข้าบ้าน เพราะถ้าถูกขโมยเจ้าของบ้านจะได้รู้ตัวเพราะเกียร์ถอยหลังมีอยู่เกียร์เดียว แต่ถ้าหันหน้ารถออกคนร้ายสามารถเร่งความเร็วได้หลายเกียร์
เพื่อป้องกันรถหาย เจ้าของควรติดสติกเกอร์สัญลักษณ์ไว้บนรถอย่างชัดเจน และนำตะไบทำ สัญลักษณ์ไว้บนตัวถังภายในและบนเครื่องยนต์พร้อมกับถ่ายรูปเก็บไว้บนมือถือ เมื่อถูกลักรถสามารถส่งภาพที่ถ่ายไว้ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที
บางกรณีคนร้ายทำการขโมยแบบซึ่ง ๆ หน้า ด้วยการใช้กลอุบายหลอกล่อให้เจ้าของลงมาจากรถขณะเครื่องยนต์สตาร์ตอยู่ โดยหัวขโมยจะแอบขึ้นไปบนรถขณะเจ้าของลงมาจากรถ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้ หญิงซึ่งหากประสบเหตุดังกล่าวต้องพยายามขับรถออกจากสถานที่เปลี่ยวตรงนั้นให้ได้ก่อน แล้วเมื่อถึงที่ชุมชนค่อยลงมาดูรถ การซื้อรถมือสองเองควรเปลี่ยนกุญแจในรถใหม่ทั้งคันเพราะเราไม่รู้ว่าเจ้าของคนเดิมมีกุญแจ สำรองไว้หรือเปล่า เพราะหากเจ้าของเก่าเป็นมิจฉาชีพอาจกลับมาขโมยรถ
ส่วนคนที่พอมีเงินติดตั้งสัญญาณเตือนแบบเสียงเตือนเมื่อมีคนมาสัมผัสรถ ไม่ควรตั้งเสียงให้เหมือน กับแตรรถเพราะหากคนไม่สังเกตจะนึกว่ามีคนกดแตรรถเล่นมากกว่าเป็นสัญญาณกันขโมย ที่สำคัญไม่ควรทิ้ง ของมีค่าไว้ในรถเพราะเมื่อคนร้ายส่องผ่านกระจกเข้าไปในรถพอเห็นของมีค่าก็ทำ การทุบกระจกรถยนต์ ซึ่งเมื่อทุบแล้วถ้าปลอดคนและไม่มีระบบป้องกันคนร้ายก็จะเข้าไปภายในรถเพื่อไขกุญแจ
ขณะที่การป้องกัน การโจรกรรมรถมอเตอร์ไซค์ ส่วนใหญ่คนร้ายจะยกขึ้นรถกระบะทันที จึงควรหาที่ล็อก ล้อยึดไว้กับพื้นซีเมนต์ หรือหากุญแจและหูช้างมาคล้องไว้บริเวณรูของดิสก์เบรก ซึ่งทุกครั้งควรล็อกอย่างแน่นหนาไม่ควรให้ขยับเคลื่อนเพราะคนร้ายสามารถเลื่อนไปมาได้ขณะเลื่อยกุญแจ
เดี๋ยวนี้ระบบการ ขโมยรถพัฒนาเท่าทันเทคโนโลยีหมด ต่อให้มีความก้าวล้ำในการป้องกันมากแค่ไหน ผู้ใช้รถจึงต้องมีจิตสำนึกในการหาที่จอดและการประเมินสถานการณ์ด้วยตนเองก่อนในเบื้องต้น แต่ถ้า รถหายควรแจ้ง จส.100หรือโทรฯหมายเลขพิเศษ 1192 และสถานีวิทยุที่ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเจ้าของควรส่งสัญลักษณ์ต่าง ๆ บนรถที่ถ่ายไว้บนมือถือไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อสกัดกั้นก่อน นำไปขายยังชายแดนและชำแหละเครื่องยนต์รักชาติ กล่าวสรุป
จากการรวบรวมสถิติของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปร. ตร.) พบว่า เขตในกรุงเทพฯและปริมณฑลที่มีรถหายมากที่สุดคือ บางกะปิ ดินแดง จตุจักร วังทองหลาง คลองเตย มีนบุรี ประเวศ บางแค ธนบุรี บางขุนเทียน ตามลำดับ ด้านสถานที่เกิดเหตุรถยนต์หายมากที่สุดตามลำดับคือ ถนนและซอย, สถานที่สาธารณะ, ที่พักอาศัย, ห้างสรรพสินค้า, สถานประกอบการธุรกิจ, สถานที่ราชการ ขณะที่เวลาในการขโมยรถยนต์มากที่สุดตามลำดับคือ 16.00- 20.00 น., 20.00-24.00 น., 00.01-04.00 น., 04.00-08.00 น., 08.00-12.00 น. และ12.00-16.00 น.
ด้านสถานที่ซึ่งมีการขโมยรถจักรยานยนต์มาก ที่สุดตามลำดับคือ ถนนและซอย, สถานที่สาธารณะ, ที่พักอาศัย, สถานที่ประกอบธุรกิจ, สถานที่ราชการ ส่วนช่วงเวลาขโมยมากที่สุดตามลำดับคือ 00.01-04.00 น., 20.00-24.00น., 16.00- 20.00 น., 04.00-08.00 น., 08.00-12.00 น. และ 12.00- 16.00 น.
ดูเหมือนนับวัน เทคโนโลยีป้องกันการ ขโมยรถทันสมัยมากขึ้น แต่ยังไม่พ้นเงื้อมมือเหล่ามิจฉาชีพ คนร้ายที่จับได้หลายครั้งเป็นเพียงลูกน้องปลายแถว คงไม่ต้องให้ประชาชนตั้งคำถามว่า...ถึงเวลาหรือยังที่ต้องกวาดล้างผู้บงการใหญ่?

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

10 อันดับ รถแพงที่สุดในโลก ปี 2011


สวัสดีคะ เพื่อนๆ วันนี้ TOD นำข้อมูลรถที่ราคาแพงที่สุดในโลก 10 อันดับ ซึ่งคงเป็นรถในฝันของใครหลายๆคน มาให้เพื่อนได้ชื่นชมกันค่ะ เริ่มอุ่นเครื่องกันที่อันดับ 10 กันเลยคะ ^ ^

อันดับที่ 10 SC Ultimate Aero

เจ้าสถิติความเร็วตัวยง 412 กิโลเมตรที่ถูกบันทึกไว้ได้โดย กินเนสบุ๊คนั้น คงไม่ใช่รถที่ใครจะสัมผัสได้ง่ายๆ เพราะมัน
มีค่าตัวถึง 740,000 ดอลล่าร์ นี่ยังไม่นับค่าดูแลรักษาที่ต้องการเป็นพิเศษ และแม้มันจะเริ่มแก่ไปนิด
แต่ความเก๋าของมันนั้น ยังมีอยู่กับสถิตเจ้าความเร็วที่เพิ่งโดน Bugati Veyron Super Sport ลบไปในปีนี้


อันดับที่ 9 Leblanc Mirabeau
ค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตามเข้ามาในอันดับนี้ กับรถที่เป็นสปอร์ตดิบๆ แต่ราคาแพงเหลือร้าย
กว่า 765,000 ดอลล่าร์ Leblanc Mirabeau นั้นเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดหน้าต่างไร้กระจก ให้ความดิบดุดัน
ด้วยเครื่องวางกลางขับหลัง ตามสไตล์การแข่งขันรถ Le-mans ซึ่งรถรุ่นนี้พกแรงม้ามากว่า 700 ตัว ทางด้านหลังคุณ
รับรองไม่มีวันไปทำงานสายๆแน่ๆ





อันดับที่ 8 Koenigsegg CCX
ขยับกันขึ้นมาอีกนิดสำหรับรถสปอร์ตมูลค่า 7 หลัก กับ Koenigsegg CCX ที่มีมูลค่ากว่า 1.1 ล้าน ดอลล่าร์
ค่าตัวที่แพงแลกกับอัตตราเร่ง 0-100 กม/ชม ในเวลาเพียง 3.2 วินาที และ ใน 9.8 วินาที
มันก็สามารถพาคุณถึงความเร็วที่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วสูงสุดของรถรุ่นนี้มีรายงานว่า
สามารถทะลุเพดานได้กว่า 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ยังไม่มีการยืนยันเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ



อันดับที่ 7 Koenigsegg CCXR
ค่าตัว 1.3 ล้านดอลล่าร์ กับเวอร์ชั่นเพิ่มความแรงของ Koenigsegg CCX นั้นถือเป็นอะไรที่น่าสนใจอย่างมาก
สำหรับเศรษฐี โดยเฉพาะเมื่อเครื่องยนต์ V8 พร้อม Supercharger สามารถทำแรงม้าได้กว่า 806 เมื่อคุณเลือกใช้
ออกเทน 98 แต่ที่น่าสนใจคือรถรุ่นนี้รองรับการใช้งานของ E85 และ E 100 ซึ่งเมื่อได้รับน้ำมันดังกล่าวนั้น
มันจะมีพละกำลังกว่า 1,018 แรงม้า เลยทีเดียว




อันดับที่ 6 Maybach Landaulet
Maybach Landaulet ที่มาพร้อมค่าตัว 1.4 ล้านดอลล่าร์นั้น มันอาจจะไม่ใช่ รถสปอร์ตพันธุ์แรงมากมาย
เหมือนที่ผ่านมาแต่น่าสนใจด้วยความหรูหราและแน่นนอนขุมพลัง V12 พร้อมแรงม้า 612 แรงม้านั้น
อาจมองไม่คุ้มค่ากับที่จะจ่าย แต่ถ้าคุณรู้ว่ารถรุ่นนี้หรูเพียงใด คงอาจจะไม่ปฏิเสธที่จะอยากได้มัน




อันดับที่ 5 Lamborghini Reventon
เจ้ากระทิงดุ ชื่อแปลกๆ ผลิตออกมาจำหน่ายเพียง 20 คัน พร้อมค่าตัวสุดแพงกว่า 1.42 ล้านดอลล่าร์นั้น
เป็นอะไรที่หลายคนคงชอบ และแน่นอน ค่าตัวที่แสนแพงมาพร้อมความแรงจากเครื่องยนต์ V12
ที่ทะยานได้ว่องไว และคล่องตัวในทุกสมรรถนะการขับขี่กับ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ




อันดับที่ 4 Lamborghini Reventon Roadster
เจ้ากระทิงดุพันธ์แรงเวอร์ชั่นโรดสเตอร์นั้น ตามมาติดๆ และมันขึ้นนำในเรื่องความแพงกว่าเวอร์ชั่นธรรมดา
สูงถึง 1.56 ล้านดอลล่าร์ และทุกอย่างมีความสวยงามมากกว่าเดิม จนน่าหามาใช้สักคัน




อันดับที่ 3 Roadster Pagani Zonda Cinque
อีกหนึ่งสปอร์ตพันธุ์แรงแดนมักกะโรนี ที่แพงและความแรงที่ไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว ค่าตัวกว่า 1.8 ล้านดอลล่าร์
ของ Roadster Pagani Zonda Cinque ความแพงที่สุดแสนจะบรรยายนี้มาจากเครื่องยนต์ V12ที่บรรจุเอาไว้ในรถ
ให้แรงม้าเพียง 678 แรงม้า แต่มีความแรงในระดับ 0- 100 กม/ชม ในเวลาเพียง 3. 4วินาที และความเร็วปลาย
ให้คุณได้สะใจกว่า 349 กิโลเมตรต่อชั่วโมง




อันดับที่ 2 Bugatti Veyron Grand Sport
เจ้าVeyron ยังคงแพงเหมือนเคยและครองตำแหน่งในอันดับ 2 ในปีนี้กับค่าตัวระดับ 2 ล้านดอลล่าร์
ที่ไม่ใช่จะเป็นเจ้าของกันง่ายๆเสียด้วย เรื่องสมรรถนะความแรงระดับเจ้าสถิติโลกความเร็วปัจจุบันนั้น
คงไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าคุณซื้อเวย์รอนมาขี่ แน่นอนคุณต้องชอบความเร้วและทันสมัย
บวกกับความหรูหราของมัน





อันดับที่ 1 Koenigsegg Trevita
แพงที่สุดและหาตัวจับยากที่สุดกับค่าตัว 2.21 ล้านดอลล่าร์ ถือว่าไม่ใช่อะไรที่แพงถ้าคุณกำลังมองหารถหายากที่สุด
รุ่นหนึ่งบนถนนกับเจ้า Koenigsegg Trevita ที่เป็นรุ่นพิเศษกว่าเดิม 1,018 แรงม้า จากรุ่นปกติคงเป็นอะไรที่
ไม่สามารถพบได้บ่อยนักจากเครื่องยนต์ V8 และแน่นอน มันพิเศษจริงๆ



เป็นยังไงกันบ้างคะ กับรถ 10 อันดับที่แพงที่สุดในโลก เห็นแล้วน้ำลายไหลกันบ้างหรือเปล่า
แต่ถ้าลองจินตนาการเล่นๆ ว่าถ้าเป็นรถเราจริงๆ คงจะตกเป็นเป้าหมายหลักของพวกโจรกรรมรถยนต์แน่ๆ
จะขับไปไหนแต่ละครั้ง คงต้องคิดหาวิธีจอด สถานที่จอด ที่ปลอดภัยสำหรับรถสุดหรูของเรา
TOD มีข้อเสนอแนะคะ อย่าเพิ่งจินตนาการเป็นห่วงรถคันหรูในฝันเลยคะ ลองมองรถยนต์คันโปรดของ
เพื่อนๆ ตอนนี้ก่อนดีกว่าคะ ว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยที่ไว้ใจได้แล้วหรือยัง ถ้ายังลองพิจารณา
TOD GPS Tracking ให้คอยรักษาความปลอดภัยรถคันโปรดของเพื่อนๆ ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ
แลกมาด้วยการเก็บหอมรอบริบ เพื่อไม่ให้ต้องตกเหยื่ออันโอชะของพวกโจรกรรมรถยนต์

อย่าลืมนะคะ รถหายเรื่องเดิมๆ แต่มีเพิ่มทุกวัน
เพราะฉะนั้น "อุ่นใจไปกับTODทั้งก่อนและหลังรถถูกขโมย "

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การดูแลรักษารถเบื้องต้น

ในระบบสตาร์ทรถยนต์โดยทั่วไป ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลที่กุญแจสตาร์ทจะต้องบิดกุญแจ 3 จังหวะ คือ AC , ON และ START ผู้ขับขี่บางท่านอาจจะปิดกุญแจรวดเดียว 3 จังหวะไปที่ START ถ้ารถท่านเป็นรถใหม่ก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ารถท่านผ่านการใช้งาน
มานาน ๆ อาจต้องสตาร์ทหลายครั้งก่อนที่เครื่องยนต์จะติด ซึ่งระหว่างที่ท่านสตาร์ทรถหลาย ๆ ครั้งนั้น ท่านกำลังทำลายระบบสตาร์ทให้อายุการใช้งานสั้นลง วันนี้เรามีคำแนะนำการสตาร์ทรถที่ถูกวิธี ท่านจะไม่ต้องมานั่งสตาร์ท แชะ แชะ แชะ ให้เสียฟอร์ม และยังเป็นการยืดอายุระบบสตาร์ทให้ใช้งานได้ ดีอีกนานแสนนาน ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

                                    

  1. ปิดอุปกรณ์ที่ใช้ระบบไฟทั้งหมดในรถ เช่น เครื่องปรับอากาศไฟหน้า และเครื่องเสียงต่าง ๆ เพื่อให้แบตเตอร์รี่จ่ายไฟเต็มที่
  2. เหยีบครัชให้สุด (สำหรับเกียร์ AUTO ให้เข้าเกียร์ที่ตำแหน่ง N หรือ P เพื่อผ่อนแรงมอร์เตอร์สตาร์ท
  3. บิดกุญแจมาที่ตำแหน่ง ON ค้างไว้ ตราวจเช็คไฟเตือนต่าง (รายละเอียดให้ศึกษาจากคู่มือรถ) รอจนไฟเตือนหัวเผารูปขดสปริงเปลี่ยนจาก สีแดงเป็นสีเขียว หากเครื่องยนต์เย็นควรกดแป้นคันเร่ง 1 ครั้ง
  4. บิดกุญแจสตาร์ทเท่านี้คุณก็ไม่ต้องนั่งเสียฟอร์มสตาร์ทรถ แชะ แชะ แชะแล้ว
ขอให้ทำจนเป็นนิสัยไม่ว่ารถเก่าหรือรถใหม่ หากทำตามวิธีนี้แล้วไม่ได้ผลให้ ท่านนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการหรือร้านซ่อมระบบไฟไดชาร์ท ไดสตาร์ทโดยทั่วไป

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เปิดลายแทงแก๊งลักรถ พื้นที่-เวลา-ยี่ห้อ-รุ่นนิยม

       แม้นายกฯ จะย้ำว่าราคาสินค้าอาหารไม่ได้แพงผิดปกติ แต่เสียงสะท้อนหรือโพลที่สำรวจประชาชน  ต่างยืนยันสวนทางชัดเจน  ดังนั้นในสภาวะที่บ้านเมือง เกิดปัญหาข้าวยากหมากแผง  ไม่ว่าจะยุคใดสมัยไหน? สิ่งที่ตามมาคือปัญหาการโจรกรรม  และรถยนต์ที่ปกติถือเป็นเป้าหมายอยู่แล้ว   ช่วงเวลานี้ผู้เป็นเจ้าของรถยิ่งต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม  ดังนั้นการรู้จักเป้าหมายและนิสัยของโจร ทั้งเรื่องของยี่ห้อ-รุ่นรถยอดนิยม  หรือแม้แต่พื้นที่  ตลอดจนช่วงเวลาทองของนักโจรกรรมเหล่านี้ อย่างน้อยก็พอช่วยให้เจ้าของรถเตรียมรับมือได้มากขึ้น โดยเฉพาะเวลากลางวันหรือหัวค่ำที่คิดว่าปลอดภัย!
สถิติการโจรกรรมรถ 10 อันดับแรก ตามพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2547- ปัจจุบัน
       จากรายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พบว่าสถิติรถยนต์รับแจ้งหายทั่วประเทศ ในปี 2554 ที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 1,720  คดี  แต่จับได้เพียง 259    ขณะที่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ตุลาคม 2554 - มีนาคม 2555 มีสถิติรับแจ้งรถหายมากถึง 892  คดี จับได้เพียง 131  ส่วนรถจักรยานยนต์แจ้งหายในปี 2554 จำนวน 12,775 ดคี จับได้ 2,713   และในปี 6 เดือนที่ผ่านมา รับแจ้งหาย 6,476  คดี  จับได้ 1,249   คลิกอ่านสถิติคดีอาญา
         
       ทั้งนี้ในส่วนของกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นขุมทองของบรรดาแก๊งลักรถ หรือเหล่านักโจรกรรมทั้งหลาย  มีรายงานจากศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปจร.น.)  จะพบว่าพื้นที่ยอดนิยมของแก๊งลักรถ หรือเหล่านักโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน  เขตบางกะปิจะเป็นขุมทรัพย์อันดับหนึ่ง ตามมาด้วยดินแดง และจตุจักร

      
 ขณะที่สถิติการโจรกรรมรถยนต์ในเขตนครบาล  พบว่าในช่วงเดือนตุลาคม 2553 - กันยายน 2554 ที่ผ่านมา มีการโจรกรรมรถยนต์ 502 คัน  โดยยี่ห้อ “โตโยต้า” ได้รับความนิยมจากนักโจรกรรมมากที่สุด 156 คัน ตามมาด้วยอีซูซุ 150 คัน และนิสสัน 53 คัน   ซึ่งแยกเป็นปิกอัพที่ถูกโจรกรรมมากจะเป็น โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้,  อีซูซุ ดีแมคซ์ และนิสสัน ฟรอนเทียร์  โดยเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ  และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ส่วนใหญ่จะเป็นโตโยต้า วีออส และยาริส
       
       ส่วนสถิติการโจรกรรมรถยนต์ในเขตนครบาล ช่วงเดือนตุลาคม 2554 - กุมภาพันธ์ 2555 พบว่า รถยนต์หาย 134 คน เป็นยี่ห้ออีซูซุมากที่สุด โดยเฉพาะปิกอัพรุ่นดีแมคซ์มากถึง 50 คัน, โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ 34 คัน และรุ่นไทรทัน 11 คัน ขณะที่รถยนต์นั่ง หรือเก๋ง  มากที่สุดยังคงเป็นโตโยต้า วีออส-ยาริส   ขณะที่ฮอนด้ามีรถหาย 9 คัน 

      
 สำหรับสถิติการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ดูแลของกองบัญชาการตำรวจนครบาล  พบว่าในช่วงเดือนตุลาคม 2553 - กันยายน 2554 มีรถหายไปจำนวน 3,509 คัน มากที่สุดเป็นยี่ห้อ “ฮอนด้า” จำนวน 2,021 คัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นเวฟ  รองลงมาเป็น “ยามาฮ่า” จำนวน 1,261 คัน หายมากที่สุดเป็นรุ่นฟีโน่ และตามมาด้วย “คาวาซากิ” 71 คัน  เป็นรุ่นเคเอสอาร์หายมากสุด และในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา สถิติการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ในเขตนครบาล 1,143 คัน ซึ่งยี่ห้อและรุ่นก็ไม่แตกต่างไปจากช่วงก่อนหน้านั้น
       ในส่วนของช่วงเวลาและสถานที่เกิดเหตุ รถยนต์และรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสถิติย้อนไปตั้งแต่ปี 2553 (ดูภาพประกอบ) จนมาถึงปัจจุบัน แทบจะไม่แตกต่างกันเลย  โดยส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเวลากลางคืน 18.00 -04.00 น.  และเป็นที่น่าสังเกตว่าบรรดาเหล่านักโจรกรรม  กลับไม่ชอบขโมยรถในช่วงยามวิกาล  ซึ่งจากสถิติเลือกเวลาที่คนพลุกพล่านช่วงหัวค่ำถึงกลางดึก ตั้งแต่เวลา 18.00 -24.00 น.  ยิ่งในปี 2554 ที่ผ่านมา  ถึงกับเลือกช่วงเวลามากที่สุด  16.01 - 20.00 น.   และรองลงมา 20.01 - 24.00 น.  ขณะที่ในช่วงเวลา  00.01 -04.00 น. กลับน้อยกว่าครึ่ง
      
 อย่างไรก็ตาม  สถิติช่วงเวลารถยนต์และรถจักรยานยนต์หาย ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา  ยิ่งน่าตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะบรรดานักโจรกรรม เลื่อนเวลาขโมยรถมาเป็นช่วงเวลากลางวันมากขึ้น โดยช่วงเวลา 12.01-18.00 น.  เกิดเหตุมากที่สุด   ยิ่งรถจักรยานยนต์เล่นกันตั้งแต่เช้า 06.01-12.00 น. (รองลงมาจากช่วงเที่ยง-หัวค่ำ) กันเลย  ขณะที่รถยนต์ช่วงเวลารองลงมาจะเป็น 18.01-24.00 น. 
         
       ด้านสถานที่เกิดเหตุรถยนต์และรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรมมากที่สุด  จะเป็นที่จอดอยู่ตามถนน-ตรอก-ซอยมากที่สุด  รองลงมาจะเป็นสวนสาธารณะและชุมชนต่างๆ   จากนั้นจะเป็นเคหะสถาน  บ้านเช่า หรือห้องเช่า    นอกจากนั้นจะเป็นตามห้างสรรพสินค้า และอู่ซ่อมรถ หรือแม้แต่สถานที่ราชการ 

         
       
 
     
  จากสถิติการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์  จะเห็นว่าช่วงที่น่าปลอดภัยสุด กลับเป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุด  ดังนั้นการข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการลักรถดังกล่าว จึงน่าจะทำให้ผู้เป็นเจ้าของรถระมัดระวังได้มากยิ่งขึ้น… 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

วิธีป้องกันรถหาย


วิธีป้องกันรถหาย
ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์  กองบัญชาการตำรวจนครบาล
1. ล็อคมันไว้  Lock it
- ล็อคกุญแจ ไม่ว่าจะในบ้าน-นอกบ้าน จอดนาน-ไม่นาน รถที่ล็อคมีโอกาสหายน้อยลง 3.55 เท่า และรถที่หายส่วนหนึ่งมีกุญแจ แต่ลืมล็อค
- ใช้ที่ล็อครถอย่างน้อย 2 ระบบที่ใช้กลไก หรือรูปแบบการป้องกันไม่เหมือนกัน ต่างยี่ห้อกันมาใช้
- ล็อครถชนิดที่มีลักษณะเป็นวงรอบ (Disc lock) หรือล็อคตัวยู (U-lock) จะดีกว่าแบบคีบหรือหนีบ (Fork lock)...
- ใช้โซ่ล่ามไว้กับเสา หรือสิ่งที่ยึดติดกับพื้นดีกว่าไม่ใช้โซ่
- ล็อคกุญแจหรือโซ่ให้แน่นมีโอกาสหายน้อยกว่าล็อคหลวมๆ (ยิ่งหลวมยิ่งตัดหรือทุบได้ง่ายขึ้น) ...
- การทำระบบป้องกันขโมยรถยนต์แบบทำเอง เสริมเข้าไปอีกช่วยได้มาก แต่ควรใช้ร่วมกับระบบล็อคทั่วไปด้วยเสมอ เช่น จากล็อค 2 ระบบเพิ่มเป็น 3-4 ระบบ  
- ถ้าซื้อรถใหม่ (ไม่ว่าจะมือ 1 หรือ 2)... ต้องเปลี่ยนระบบกันขโมยใหม่เสมอ ระบบกันขโมยที่ติดตั้งก่อนซื้อรถอาจถูกทำสำเนากุญแจไว้แล้ว
2. ปกปิดมันไว้  Cover it
- ก่อนให้ใครเข้ามาใกล้บ้าน หรือเข้ามาในบ้านต้องปกปิดทรัพย์สินมีค่าเสมอ
- ระวังพวกที่ชอบสอดรู้สอดเห็น เช่น พนักงานติดตั้งเครื่องไฟฟ้า หรือคนงานสำนักงานที่ชอบถามเรื่องซอกแซกในบ้าน ฯลฯ มักจะเป็นสายให้โจร หรือเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ ... 
- อย่าทำตัวรวย เช่น ใส่ทอง ทำตัวหรู ฯลฯ หรือจอดรถไว้ให้คนที่ผ่านหน้าบ้านเห็นได้ง่าย... ควรหาผ้าคลุมแบบราคาไม่แพงมาคลุมไว้(ถ้าทำได้) โดยเลือกผ้าคลุมแบบราคาไม่แพง ยิ่งแพงยิ่งเสี่ยง ...
- ไม่ควรวางสิ่งของมีค่าไว้ในรถยนต์ หากจำเป็นควรเก็บซุกซ่อนให้มิดชิด ไม่ควรวางไว้ที่เบาะนั่ง เพราะจะเป็นการล่อให้คนร้ายกระทำความผิด
3. พิจารณาติดตั้งเครื่องกันขโมยแบบส่งเสียงดัง Consider an alarm
- เครื่องกันขโมยแบบนี้จะใช้ได้ดีต้องมีเสียงแปลกๆ ไม่เหมือนแตรค้าง 
- ระบบเตือนภัยขโมยผ่านโทรศัพท์มือถือ ถึงแม้เรื่องนี้จะยังไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน(อาจเป็นเพราะราคาแพง)...  แต่ในอนาคต จะมีการเชื่อมโยงระบบดังกล่าวกับแผนที่ดาวเทียม GPS เพื่อระบุพิกัดให้ตำรวจติดตามได้ทันที...
4. อย่าโชว์ความรวยหรู Don't be a show-off
- จอดรถไว้ในบ้าน ปิดประตูรั้ว และล็อครั้วบ้านเป็นประจำ... อย่าจอดรถโชว์ไว้หน้าบ้าน
- อาจารย์ท่านกล่าวไว้ดี คือ "It's simple: The more your bike is out of sight, the more it's out of a thief's mind." = "หลักการง่ายๆ คือ อะไรที่อยู่นอกสายตา (รถ) ก็จะอยู่นอกหัวใจขโมย" ...
5.  เสริมรั้วให้แข็งแรง Reinforce your garage
- ควรใช้รั้วที่แข็งแรง ติดสัญญาณกันขโมยรั้วไว้ด้วย (ที่รถก็ติด... ที่รั้วก็ติด)
- ถ้าใช้รถมอเตอร์ไซค์... ให้ทำห่วงยึดติดไว้กับพื้น แล้วล่ามโซ่หนักๆ ยึดรถติดไว้กับพื้นด้วย ล็อคกุญแจหลายๆ ระบบด้วย ...
- ควรติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด หรือระบบความปลอดภัยทั้งในตัวบ้านและโรงรถ(ถ้าเป็นไปได้) และติดตั้งเครื่องกีดขวาง เช่น ถังที่เวลาเลื่อนจะเกิดเสียงดัง ฯลฯ ขวางไว้อีกชั้นหนึ่ง ... 
6. ทำให้รถใช้การไม่ได้ (ชั่วคราว) Disable your bike or car
- คนที่ชำนาญเรื่องช่างอาจถอดอุปกรณ์รถง่ายๆ เช่น ถอดฟิวส์ (Fuse) รถออก ทำสัญญาณตัดไฟ (ชนิดทำเองมีแนวโน้มจะได้ผลดี โดยเฉพาะถ้าคิดแบบที่โจรทั่วไปไม่รู้จักได้) ฯลฯ เก็บไว้กับตัวก่อนจอดรถทิ้งไว้
- โจรและขโมยส่วนใหญ่ก็คล้ายกับนักลงทุนทั่วไป คือ มักจะชอบอะไรที่ "ง่ายๆ" มากกว่า "ยากๆ" และจะเลือกรถที่ขโมยได้ง่ายกว่าในเวลาเท่าๆ กันเสมอ ...
7. เลือกที่จอดรถให้รอบคอบ Choose parking spots carefully
- อย่าจอดรถในจุดอับสายตา โจรและขโมยจะทำงานได้ง่ายขึ้น
- เลือกจอดใกล้ๆ จุดที่มีคนอยู่ประจำแทนการจอดไกลๆ หรือฝากรถไว้ถ้าเป็นไปได้ และจอดในที่ที่มีแสงไฟสว่างพอ
- ถ้ามีรถคันอื่นขับตาม... ควรพิจารณาเปลี่ยนแผนการเดินทาง และรีบไปยังที่ที่ปลอดภัยทันที
- ถ้าฝาที่เติมน้ำมันชนิดที่ต้องใช้กุญแจไขหาย... ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า ถูกปั๊มกุญแจไปแล้ว...
8. ระวังพวกขอลองรถ Be wary of test rides
- เราซื้อหรือผ่อนรถมาใช้ ไม่ใช่ให้คนอื่นลองขับ เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครมาขอลองขับรถของเรา
- ถ้าขอดูรถซื้อขาย, หรือ นัดพบในที่เปลี่ยว ให้ระวัง
- ควรฝึกล้างรถด้วยตนเอง... การให้พนักงานล้างรถ "ลองขับ" รถตอนนำรถไปทำความสะอาดเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรลอง เพราะอาจถูกก๊อปปี้กุญแจ ทำสำเนาสัญญาณกันขโมย และขโมยรถในเวลาต่อมาได้
- ถ้าจำเป็นต้องใช้บริการล้างรถ หรือศูนย์บริการ... ควรให้กุญแจไปน้อยดอกที่สุด และให้เฉพาะกุญแจรถดอกเดียว อย่าให้กุญแจล็อคระบบอื่นๆ และอย่าให้กุญแจบ้าน เพราะจะเสี่ยงของในบ้านหาย ...
- เมื่อนำรถไปซ่อม ควรเฝ้าดู และรอรับรถกลับ หากต้องฝากรถไว้ ให้เลือกอู่ที่รู้จักเป็นการส่วนตัว ไว้ใจได้
9. ทำร่องรอยไว้ Mark your territory
- ขโมยรถอาจนำรถไปขายทั้งคัน หรือถอดขายเป็นชิ้นๆ... การจดหมายเลขเครื่อง (ถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลไว้ก่อน) และชิ้นส่วนต่างๆ ไว้
- การติดชื่อหรือเครื่องหมายไว้ซ่อนไว้ในที่พิเศษในรถอาจช่วยให้ตำรวจติดตามรถได้ดีขึ้น ..
- บริษัทผู้ผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์ที่พัฒนาระบบกันขโมยรถยนต์ได้ดีมีแนวโน้มจะได้รับความเชื่อถือมากขึ้นในระยะยาว เช่น ศูนย์บริการรถของตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ ควรมีระบบตรวจสอบว่า รถคันนี้ขโมยมาหรือไม่เสมอ ฯลฯ
10. ลดความเสี่ยง
- การเลือกรถรุ่นที่ "ดีอันดับสอง" จะช่วยให้ประหยัด มีเงินเหลือไว้เติมน้ำมัน หรือทำประกันรถหายได้
- การใช้รถยี่ห้อหรือรุ่นที่โจรชอบน้อยลงเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจช่วยป้องกันรถหายได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งติดตามสอบถามได้จากเว็บไซต์ของตำรวจไทย  ...
- นอกจากนั้นการที่เพื่อนบ้านจะช่วยกันเป็นหูเป็นตา ช่วยกันเฝ้าบ้าน หรือรวมกลุ่มกันจ้างทีมงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ไว้ช่วยอีกแรงหนึ่งก็ช่วยลดความเสี่ยงได้มากเช่นกัน ...
11. การขายดาวน์รถ
                - ดาวน์รถมาเพื่อขับขี่เท่านั้น ไม่นำไปให้ผู้อื่นเช่า  หรือขายดาวน์ โดยทำสัญญาโอนลอย วิธีขายดาวน์ที่ถูกต้อง ต้องพากันไปเปลี่ยนสัญญาซื้อขายที่ไฟแนนท์เท่านั้น
                - ระมัดระวังแก๊งหลอกซื้อดาวน์ จะปลอมแปลงเอกสารบัตรประชาชน และว่าจ้างให้บุคคลอื่นมาขอซื้อดาวน์แทน  แล้วเชิดนำรถหนีไป
12. เมื่อรถหายทำอย่างไร
- แจ้งผ่านทางสายด่วน 1599 หรือ ทางเวปไซต์ www.lostcar.go.th  ซึ่งเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลรถหาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามรถที่ถูกโจรกรรมหรือ สามารถตรวจสอบรถว่าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมาหรือไม่
                - แจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด
13. ทำประกันภัยภาคสมัครใจ
                - ทำประกันภัยรถหายไว้ หากรถหายก็ยังมีค่าสินไหมทดแทนจากประกันภัยมาช่วยบรรเทาความเสียหาย (เค้าทำกันทั่วโลกแล้ว เหลือบ้านเรานี่แหละไม่ค่อยทำกัน)
                - ไม่ควรยินยอมให้เด็กหรือเยาวชน ที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์/รถจักรยานยนต์ หรือยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ นำรถไปใช้ 


http://t2.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRup_wOZigfFEIYhjxi2wA-hrdHacBzD6KFHMgDIqok9Pxja8AyYwhttp://t2.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRup_wOZigfFEIYhjxi2wA-hrdHacBzD6KFHMgDIqok9Pxja8AyYwhttp://t3.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSeDID-XcbIfLquJKAvVEF6x9G_K10avdRXVim34sFU7oKbgc40
ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์  กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปจร.น.)  หรือ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.
71/1 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 โทร. 02-354-5162

วีธีป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และแจ้งเหตุรถหายไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุ (lostcar) 1599
จัดทำโดย ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์  กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปจร.น.)


วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

การดูแลรักษารถเบื้องต้น


การดูแลรักษารถเบื้องต้น


ในระบบสตาร์ทรถยนต์โดยทั่วไป ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลที่กุญแจสตาร์ทจะต้องบิดกุญแจ 3 จังหวะ คือ AC , ON และ START ผู้ขับขี่บางท่านอาจจะปิดกุญแจรวดเดียว 3 จังหวะไปที่ START ถ้ารถท่านเป็นรถใหม่ก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ารถท่านผ่านการใช้งาน
มานาน ๆ อาจต้องสตาร์ทหลายครั้งก่อนที่เครื่องยนต์จะติด ซึ่งระหว่างที่ท่านสตาร์ทรถหลาย ๆ ครั้งนั้น ท่านกำลังทำลายระบบสตาร์ทให้อายุการใช้งานสั้นลง วันนี้เรามีคำแนะนำการสตาร์ทรถที่ถูกวิธี ท่านจะไม่ต้องมานั่งสตาร์ท แชะ แชะ แชะ ให้เสียฟอร์ม และยังเป็นการยืดอายุระบบสตาร์ทให้ใช้งานได้ ดีอีกนานแสนนาน ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

                                 

  1. ปิดอุปกรณ์ที่ใช้ระบบไฟทั้งหมดในรถ เช่น เครื่องปรับอากาศไฟหน้า และเครื่องเสียงต่าง ๆ เพื่อให้แบตเตอร์รี่จ่ายไฟเต็มที่
  2. เหยีบครัชให้สุด (สำหรับเกียร์ AUTO ให้เข้าเกียร์ที่ตำแหน่ง N หรือ P เพื่อผ่อนแรงมอร์เตอร์สตาร์ท
  3. บิดกุญแจมาที่ตำแหน่ง ON ค้างไว้ ตราวจเช็คไฟเตือนต่าง (รายละเอียดให้ศึกษาจากคู่มือรถ) รอจนไฟเตือนหัวเผารูปขดสปริงเปลี่ยนจาก สีแดงเป็นสีเขียว หากเครื่องยนต์เย็นควรกดแป้นคันเร่ง 1 ครั้ง
  4. บิดกุญแจสตาร์ทเท่านี้คุณก็ไม่ต้องนั่งเสียฟอร์มสตาร์ทรถ แชะ แชะ แชะแล้ว
ขอให้ทำจนเป็นนิสัยไม่ว่ารถเก่าหรือรถใหม่ หากทำตามวิธีนี้แล้วไม่ได้ผลให้ ท่านนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการหรือร้านซ่อมระบบไฟไดชาร์ท ไดสตาร์ทโดยทั่วไป

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

7 วิธีขับรถให้ประหยัดในหน้าฝน

7 วิธีขับรถให้ประหยัดในหน้าฝน




ในฤดู ฝน..ขับรถยังไงให้ประหยัดและปลอดภัย ก็ฝนกำลังตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา 
ในหน้าฝนแบบนี้เราจึงนำ7 วิธี ขับรถให้ประหยัด ในช่วงหน้าฝนมาบอกกัน
ช่วง นี้อาจจะต้องทำใจกันหน่อย หากรถจะติดมากกว่าเดิม ด้วยเพราะฝนที่ตกลงมา 
นอกจากจะทำให้เสียเวลาแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย 
โดยเฉพาะช่วงนี้ราคาน้ำมันค่อนข้างแพง ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องแบกรับภาระจาก
ผลกระทบของราคาน้ำมัน ลองนำ 7 วิธี นี้ไปใช้ เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันในช่วงฤดูฝน

1. หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเวลาหลังฝนตกใหม่ๆ โดยหันมาใช้การติดต่อกันทางโทรศัพท์ อีเมล์ หรือหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้าใต้ดินแทนก็จะสะดวกและประหยัดน้ำมัน ทั้งยังช่วยลดปัญหาการจราจร ที่ติดขัดอีกด้วย


2. ตรวจเช็คเครื่องยนต์ให้พร้อมก่อนเดินทาง หากมีความจำเป็นต้องเดินทางช่วงฝนตก ควรตรวจเช็คเครื่องยนต์เป็นพิเศษ เพราะหากรถดับหรือเสีย ขณะการเดินทางจะทำให้เสียเวลาและทำให้การจราจรติดขัดยิ่งขึ้น


3. ตรวจเช็คเส้นทางให้พร้อมก่อนเดินทาง โดยเลือกเส้นทางการจราจร ที่ใกล้ที่สุดหรือตรวจสอบเส้นทางได้จากรายการวิทยุ สวพ.91 จส.100 หรือโทร.1197 เพื่อให้ไปถึงจุดหมายโดยใช้ระยะทางที่ใกล้ไม่หลงทาง ช่วยทำให้ประหยัดน้ำมัน และควรเตรียมหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานบริการช่วยเหลือกรณีรถเสียระหว่าง ทาง เช่น สถานีวิทยุชุมชน ร่วมด้วยช่วยกัน 1167


4. ตรวจเช็คลมยางและสภาพยางให้ได้มาตรฐาน โดยตรวจเช็คลมยางอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะหากลมยางต่ำกว่ามาตรฐานจะทำให้การขับขี่สิ้นเปลืองน้ำมันประมาณร้อยละ 2 และหากสภาพยางไม่ได้มาตรฐานจะทำให้ประสิทธิภาพในการเบรกลดลงซึ่งอาจส่งผลให้ เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน


5. ตรวจเช็คผ้าเบรก เพราะช่วงหน้าฝนถนนลื่นกว่าปกติทำให้ต้องแตะเบรกบ่อยครั้ง โดยผู้ขับขี่ควรสังเกตจากเสียงขณะเบรก หรือเบรกแล้วรถไม่หยุดในระยะปกติซึ่งทำให้เปลืองน้ำมันประมาณวันละ 400 ซีซี ฉะนั้นผู้ขับขี่ควรเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่เพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน


6. ตรวจเช็คความเร็ว หากใช้ความเร็วสูงเกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะขับรถจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันประมาณร้อยละ 10-25 ดังนั้นควรขับรถความเร็วที่ระดับ 80-90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อลดอุบัติเหตุและช่วยประหยัดน้ำมัน


7. ตรวจเช็คความเย็น ลดอุณหภูมิโดยไม่ปรับแอร์ในรถให้เย็นเกินไป เพราะหน้าฝนอากาศเย็น และควรปิดแอร์ก่อนถึงที่หมาย 2-3 นาที ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ 30 ซีซี แต่หากไม่ใช้แอร์เลยตลอดการเดินทาง 20-30 นาที จะประหยัดน้ำมันได้ 300 ซีซี
ถ้าผู้ใช้รถทุกท่านปฏิบัติได้ ทั้ง 7 วิธี ที่กล่าวมานี้ รับรองได้ว่านอกจาก ประหยัดน้ำมันแล้ว ยังช่วย
ประหยัดในกระเป๋า และยังช่วยให้ขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น